ชีวประวัติหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ นครราชสีมา
หลวงพ่อคูณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ
บิดาชื่อ: นายบุญ ฉัตรพลกรัง
มารดาชื่อ: นางทองขาว ฉัตรพลกรัง
มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ด้วยกัน คือ
1.หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
2.นางคำมั่น แจ้งแสงใส
3.นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์
ก่อนตั้งครรภ์ มารดา (นางทองขาว) เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี 3 นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า
"เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดี มาตลอดหลายชาติ เราขออำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป"
และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"
การศึกษาของหลวงพ่อคูณ
บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย
หลวงพ่อคูณอุปสมบท
คำอธิฐานของหลวงพ่อคูณ "กูตั้งใจจะบวชซัก 3 พรรษา" ครั้งแรกก่อนจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ หลวงพ่อคูณ ตั้งใจจะบวชให้ได้สามพรรษา เมื่อบวชแล้วจิตใจ หลวงพ่อคูณ ก็ครุ่นคิดถึงภาพในอดีตตั้งแต่เยาว์วัย เห็นสภาพแวดล้อม ความยากลำบากของท้องถิ่น ทุรกันดารในบ้านเกิดเมืองนอน จึงคิดอยู่ตลอดเวลาว่า "ทำอย่างไรจะช่วยคนเหล่านี้ให้พ้นทุกข์ได้ อันตัวกูก็ต่ำต้อยน่อยค่า อย่างนี้ ถ้าสึกออกไปจะทำประโยชน์อะไรให่คนในแผ่นดิน ลำพังการเลี้ยงตัวเองก็เอาไม่รอด แต่กี่บวชถือศีลอยู่ หากมีความรู่ มีคุณธรรม อาจจะช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาให่พ่นวิบากกรรมได้มากกว่า" (ภาษาโคราช) หลังจากได้คิดหลวงพ่อคูณจึงตัดสินใจอย่างแนวแน่ว่าจะอุทิศกายถวายชีวิตเพื่อบวรพระพุทธศาสนา
หลวงพ่อคูณอุปสมบท ในอายุได้ 21 ปี ณ. พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก เวลา 11.00 น. โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือ พระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า "ปริสุทโธ"
หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง) หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
บุคคลทั่วไปหากมิได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของหลวงพ่อคูณ มักจะมีความเข้าใจว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระที่แกร่งกล้าอาคม แต่หากได้พบและได้สนทนาธรรม จะทราบทันทีว่า ท่านคือ "ปราชญ์แห่งที่ราบสูง" หลวงพ่อคูณได้สนทนาธรรมกับหลาย ๆ คน ต่างกรรมต่างวาระแสดงให้เห็นความเป็นปราชญ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ทีท่าตรงไปตรงมาพูดจามึงกู
แต่ภายในจิตวิญญาณของหลวงพ่อคูณท่านเป็นพระที่เป็นพระจริง ๆ คือมีจิตเมตตาเป็นที่ตั้ง แม้ในยามที่วัดบ้านไร่มีปัญหาหรือมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างลูกศิษย์ หลวงพ่อคูณท่านได้ตัดสินใจเดินจากวัดบ้านไร่ไปอย่างเงียบ ๆ พร้อมทั้งปรัญชาที่ว่า "เป็นธรรมดา เปรียบเสมือนต้นไม้หากมีลูกไม้ ย่อมจะเป็นที่จิกกินของสัตว์หรือนกแม้กระทั่งคน หากแม้นเมื่อหมดลูกหมดผล ก็หมดการแก่งแย่ง แต่อีกไม่นานต้นไม้นั้นก็จะออกลูกออกผลมาให้ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป"
ตำแหน่งการปกครองและสมณศักดิ์
พระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ ณ พระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง ดังต่อไปนี้
- 12 สิงหาคม 2535 พระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ ที่พระญาณวิทยาคมเถระ
- 10 มิถุนายน 2539 พระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ เลื่อนสมณศักดิ์ที่พระราชวิทยาคม
- 12 สิงหาคม 2557 รับพระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ เลื่อนสมณศักดิ์ ที่พระเทพวิทยาคม
และได้รับแต่งตั้ง เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2546
เรื่องเล่าวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ
หลวงพ่อคูณ สร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่บวชแล้ว 7 พรรษา โดยเริ่มทำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ. 2493 "ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน" เป็นคำกล่าวของท่าน เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ เมื่อมีผู้ถามว่า หลวงพ่อแจกให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ "กูจะไปรู้หรือว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม....ถ้ามีใจอยู่กับ "พุทโธ" ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง... ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก"
หลวงพ่อคูณ มักจะกล่าวว่า "มันมาขอร่องกู ให่กูทำโน่นทำนี่ ให่กูเหยียบ กูก็เหยียบให่มัน จั๊กกูจะคัดใจมันไปทำไม มันจะได้สบายใจ แต่กูก็บอกว่าถ้าอยากขายให่คล่อง มึงก็ขายถูกๆ ให่พอใจคนซื่อถัวะไอ้นาย"
การเคาะหัว
เนื่องจากสมัยก่อนหลวงพ่อคูณ ได้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์เหมือนพระภิกษุสงฆ์โดยทั่วๆไป แต่ต่อมาในระยะต่อมา คณะศิษย์ที่เดินทางเข้ามากราบนมัสการขอพรบารมีจากท่านเป็นจำนวนมากมาย ถ้าพรมน้ำมนต์ให้แก่ทุกผู้ทุกคน น้ำคงจะเปียกปอนกันไปทั่วศาลาการเปรียญอย่างแน่นอน หลวงพ่อคูณ จึงได้มาอาศัยเคาะศีรษะแทนการรดน้ำมนต์ ซึ่งหลวงพ่อคูณ จะใช้ผ้าจีวรของท่าน ที่ผ่านปลุกเสกมาแล้วเป็นอย่างดี พันกันจนแน่นแล้วเอาผ้าเทปกาวพันลัด เป็นเหมือนไม้เคาะศีรษะ หลวงพ่อคูณให้เหตุผลว่า ก่อนจะเคาะ กูจะต้องใช้สมาธิ กำหนดจิตและอธิฐานว่า สจฺจ สจฺจํ อธิฏฐามิ และกล่าวขณะตีว่ากูจะตีเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคเบาหวาน ป้องกันโรคอัมพาต ป้องกันโรคหอบหืด
การตีหลัง
ผู้ที่มีโรคภัยต่างๆไม่ว่าจะปวดหลัง ปวดเอว เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดศีรษะ และอื่นๆ ต่างเดินทางมาเพื่อให้หลวงพ่อคูณ ตีเพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้และเช่นเดียวกัน คณะศิษย์เดินทางมากันเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อคูณ ก็ได้ปลุกเสกผ้าจีวรที่ท่านใช้อยู่ นำมาดัดแปลงทำที่ตีรักษาโรคและให้ศิษย์ใกล้ชิดเป็นตัวแทนทำการตี ตามแต่ลูกหลานที่เดินทางมาจะขอร้องให้ตี ว่ามีอาการเจ็บป่วยตรงไหน ซึ่งก็เป็นความเชื่อสวนตัวของแต่ละคนไป
ก้นบุหรี่
ชาวชนบทในสมัยก่อนนิยมปลูกต้นยาสูบ ในช่วงปลายฤดูฝนแล้วนำใบยามาบ่มให้เหลือง แล้วนำมาซอยเป็นเส้นให้เล็กที่สุด ตากแห้งแล้วพับเป็นกลุ่มๆ สังคมนิยมชายวัยรุ่นในชนบทสมัยนั้น ส่วนใหญ่นิยมสูบยาเส้น โดยใช้ใบตองแห้งมาพันยาเส้นสูบ สมัยนั้น หลวงพ่อคูณเป็นคนหนุ่ม ก็เริ่มสูบยาเส้นมาตั้งแต่ เป็นวัยรุ่น จึงเป็นที่มาของเอกลักษณ์ของหลวงพ่อคูณ ที่ต้องนั่งยองๆตามแบบฉบับของคนโบราณ แล้วสูบยาเส้นมวนโตๆ ในการมวนยาเส้นในแต่ละครั้ง หลวงพ่อคูณที่นิยมนั่งยองๆ มือข้างซ้ายจะกำยาเส้นแล้วเป่าบริกรรมคาถาอย่างช้าๆ ส่วน มือด้านขวาท่านจะคลึงใบตองไปมาอย่างช้าๆเช่นกัน ทำให้คณะศิษย์ต่างหลงใหลแย่งชิงก้นยาเส้นที่ท่านเหลือจากสูบ เพื่อนำไปเก็บเอาไว้บูชา
จากการเป็นผู้มีเมตตาและเป็นพระนักพัฒนา ของหลวงพ่อคูณ ท่านจึงได้สร้างวัตถุมงคล ขึ้นมา เพื่อหาทุนในการก่อสร้างสถานที่ต่างๆ ที่เดือดร้อน โดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ เช่น สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ วัดวาอารามต่างๆ ตามบัญชีที่ท่านบริจาคมากกว่า 4 พันล้านบาท
สิ่งที่พึงพอใจที่สุดคือการก่อสร้างวิทยาลัยเทคนิค หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่อ.ด่านขุนทด ที่ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 450 ล้านบาท ที่ให้ลูกหลานชาวด่านขุนทด ได้มีสถานที่เรียน ไม่ต้องเดินทางไปเรียนยังต่างจังหวัดไกลๆ เสียค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากลูกหลานชาวด่านขุนทด ส่วนใหญ่ยากจน
จากการที่ท่านต้องบริจาคเงินและก่อสร้างสาธารณะกุศล เพื่อเป็นทานบารมี เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล ท่านจึงต้องสร้างวัตถุมงคลขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศ เข้าไปบูชาหลวงพ่อคูณ สร้างวัตถุมงคลขึ้นมามากกว่า 3,000 รุ่น
หลวงพ่อคูณ กล่าวว่า "อย่าได้พากันประมาทและอย่าหลงงมงายเด้อ การที่พวกมึงมีวัตถุมงคลติดตัว ไม่ใช่ว่าจะทำให้เราเป็นคนเก่งกล้าสามารถนึกโอ้อวด หยิ่งยะโสโอหัง เรื่อยไปไม่ได้ แต่ให้ระลึกอยู่เสมอว่าพระมากับเรา พระไม่อยู่กับคนชั่ว จะอยู่กับคนดี ให้นึกเสียว่า พระมากับเราจะทำชั่วไม่ได้ อย่าทำตัวผิดศีลธรรม ผิดจารีตประเพณี โดยเฉพาะการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทมีเมตราธรรม"
นอกจากนี้ หลวงพ่อคูณ จะพูดเสมอกับศิษย์ใกล้ชิดว่า "พวกมึงจงฟังกูเอาไว้ให้ดี เงินที่เขาถวายกู มานั้นมันไม่ใช่เงินของกู เขาฝากให้กูสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สร้างวัดวาอารามที่เขาเดือดร้อน ไปเอาของเขามาเป็นของเรานั้นไม่ได้ เงินที่เขาบริจาคมา เขายกเงินขึ้นเหนือหัวแล้วอธิฐาน ฝากให้กูเป็นธุระให้ในการก่อสร้างสาธารณะกุศล อย่าได้ไปหลงว่ามันเป็นเงินของเรา หากพวกมึงไม่เชื่อกู พวกมึงจงจำเอาไว้ให้ดี สัมมาอย่างไร ก็สัมไปอย่างนั้น"
ท่านั่งยองของหลวงพ่อคูณ
หลวงพ่อให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่ายและสะดวกในการทำงาน
การทำบุญครั้งสำคัญที่หลวงพ่อคูณปลื้มปิติมาก คือ ทำบุญกับในหลวงรัชกาลที่ 9
วันที่ 11 มกราคม 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมา วัดบ้านไร่ เพื่อทรงนมัสการหลวงพ่อคูณ, ทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุบรรจุลงบุษบกเหนือพระอุโบสถ และทรงรับเงินบริจาคจากหลวงพ่อคูณ จำนวน 72 ล้านบาท ที่หลวงพ่อคูณที่จะถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ในโอกาสที่ท่านมีอายุครอบ 6 รอบ
หากด้วยหลวงพ่อคูณ มีเอกลักษณ์แบบพระบ้านบ้าน ที่เรียบง่าย สมถะ มักนั่งยอง และพูดกูมึง ก่อนวันเสด็จพระราชดำเนิน จึงมีข้าราชการผู้ใหญ่ ลูกศิษย์ และสื่อมวลชน สอบถามหลวงพ่อ ถึงการเตรียมตัวใน การใช้ภาษาในการกราบบังคมทูลกับหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ตอบว่า "จะยากอะไรไอ้หลาน ก็พูดว่าขอถวายพระพรท่านมหาบพิตร สบายดีหรือ…กูยังไม่เคยพูดสักที แต่ไม่ต้องหัดหรอกไอ้หลาน ถึงเวลามันก็เป็นไปเอง พูดอย่างไรท่านก็รู้ เรียกท่านคุณโยมอย่างนี้ก็ได้ ท่านสิว่าอะไร ไม่ว่าดอก คนไทยคือกันพูดกันอย่างนี้ก็รู้เรื่องแล้ว"
พุทธคุณเหรียญหลวงพ่อคูณ
หลวงพ่อเริ่มทำวัตถุมงคลประมาณ ปี 2493 โดยใช้คาถาในการปลุกเสกว่า "มะอะอุ นะมะพะธะ นะโมพุทายะ พุทโธ ยานะ" ซึ่งเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้านเรื่อยมา และโด่งดังในวงการพระเครื่อง ในปี 2536 เมื่อเกิดอุบัติภัยร้ายแรง 2 ครั้ง เพราะผู้ที่รอดชีวิตต่างมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ
โดยครั้งแรกใน เดือนพฤษภาคม 2536 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีผู้เสียชีวิต 200 ราย แต่นางสาวไพรัตน์ จีมขุนทด ชาวอำเภอด่านขุนทด ตัดสินใจกำเหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นสหกรณ์ โดดจากชั้นที่ 3 ของอาคารที่เพลิงไหม้ และเธอก็รอดชีวิต
ส่วนอีกครั้งคือ 13 สิงหาคม 2536 โรงแรมรอยัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมาถล่ม มีผู้เสียชีวิต 137 ราย หลังเกิดเหตุหลวงพ่อได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ สอบถามความคืบหน้า และอวยพรให้ผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคาร และสวดมนต์ให้แก่ผู้เสียชีวิต หลังจากนั้นไม่นาน ก็สามารถช่วยเหลือพนักงานของโรงแรมจำนวนหนึ่งออกจาก ซากอาคารได้ และพวกเขาทุกคนมีพระเครื่องของหลวงพ่ออยู่ที่คอ
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ
หลวงพ่อคูณได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท
การทำบุญครั้งสำคัญที่หลวงพ่อคูณปลื้มปิติมาก คือ ทำบุญกับในหลวงรัชกาลที่ 9
วันที่
11 มกราคม 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมา
วัดบ้านไร่ เพื่อทรงนมัสการหลวงพ่อคูณ,
ทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุบรรจุลงบุษบกเหนือพระอุโบสถ
และทรงรับเงินบริจาคจากหลวงพ่อคูณ จำนวน 72,000,000 บาท (เจ็ดสิบสองล้านบาท) และถวายอีกครั้งในวันที่ 18
เมษายน 2551 ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวัง จำนวน 100,000,000 บาท
(หนึ่งร้อยล้านบาท) หลวงพ่อคูณถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
ในโอกาสที่ท่านมีอายุครอบ 6 รอบ
หากด้วยหลวงพ่อคูณ มีเอกลักษณ์แบบพระบ้านบ้าน ที่เรียบง่าย สมถะ มักนั่งยอง และพูดกูมึง ก่อนวันเสด็จพระราชดำเนิน จึงมีข้าราชการผู้ใหญ่ ลูกศิษย์ และสื่อมวลชน สอบถามหลวงพ่อ ถึงการเตรียมตัวใน การใช้ภาษาในการกราบบังคมทูลกับหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ตอบว่า "จะยากอะไรไอ้หลาน ก็พูดว่าขอถวายพระพรท่านมหาบพิตร สบายดีหรือ…กูยังไม่เคยพูดสักที แต่ไม่ต้องหัดหรอกไอ้หลาน ถึงเวลามันก็เป็นไปเอง พูดอย่างไรท่านก็รู้ เรียกท่านคุณโยมอย่างนี้ก็ได้ ท่านสิว่าอะไร ไม่ว่าดอก คนไทยคือกันพูดกันอย่างนี้ก็รู้เรื่องแล้ว"
ประมาณการเงินที่บริจาคเพื่อเป็นปัจจัยสร้างวัด หน่วยงานราชการและเอกชน เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ สาธารณสงเคราะห์ มีมากถึง 4,000,000,000 บาท (สี่พันล้านบาท)
พินัยกรรมหลวงพ่อคูณ
ใน พ.ศ. 2543 หลวงพ่อคูณเริ่มอาพาธด้วยโรคหัวใจ ในปีนั้นท่านจึงได้ทำ "พินัยกรรม" ไว้ล่วงหน้า เนื้อหาในพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณเขียนไว้ ว่า
" อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ในขณะนั้น ถิ่นพํานักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2543 ขอทําพินัยกรรมกําหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง
1. ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากละสังขาร เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นําไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป
2. พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทําพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน
3. การจัดทําพิธีบําเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะโดย ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทําพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจําปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่น
4. เมื่อดําเนินเสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นําไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย
ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม"
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ นครราชสีมา
เกิด: 5 ตุลาคม พ.ศ. 2466
อุปสมบท: 2 พฤษภาคม 2487
มรภาพ: 16 พฤษภาคม 2558 เวลา 11.45 สิริอายุ 92 ปี 71 พรรษา
