ชีวประวัติหลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต ขอนแก่น
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต นามเดิม ผาง ครองยุติ เกิด วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2445 ตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 9 ปีขาล ณบ้านกุดกะเสียน ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
มีพี่น้องร่วมมารดา บิดา 3 คน คือ
1. นางบาง ครองยุติ
2. นายเสน ครองยุติ
3. นายผาง ครองยุติ
บิดา ชื่อ ทัน
มารดา ชื่อ บัพพา
เมื่ออายุได้ 20 ปี (พ.ศ.2465) ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ตามประเพณีลูกผู้ชายชาวไทย และทดแทนพระคุณบิดามารดา สังกัดคณะมหานิกาย ณ วัดเขื่องกลาง บ้านเขื่องใน ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีพระครูดวน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ศึกษาพระธรรมวินัย มีความรู้พอสมควร เมื่อบวชได้ 1 พรรษา จึงได้ลาสิกขาจากสมณเพศ ครั้นอายุได้ 23 ปี ได้แต่งงานมีครอบครัวกับนางสาวจันดี สายเสมา คนบ้านแดงหม้อ ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี อยู่ด้วยกันมา 21 ปี ไม่มีบุตร มีแต่บุตรบุญธรรม
ต่อมาเมื่ออายุได้ 43 ปี จึงได้ชวนกันกับภรรยาออกบวช ภรรยาได้บวชเป็นแม่ชี ท่านได้มอบสมบัติทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดให้แก่นางหนูพาน ผู้เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ส่วนตัวท่านได้เข้าอุปสมบทอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 ในคณะมหานิกายเช่นเดิม ที่วัดคูขาด บ้านศรีสุข ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีพระครูศรีสุตตาภรณ์ (ตื๋อ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ไม่ปรากฎ หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดคูขาด บ้านศรีสุข อ.เขื่องใน จ.อึบลราชธานี แต่ท่านได้เข้าศึกษาอบรมพระกรรมฐาน อยู่ในสำนักวัดป่าวารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (เจ้าคุณพระญาณวิศิษฎ์) และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล และได้ทำการญัตติกรรมในคณะธรรมยุติ เมื่ออายุได้ 47 ปี ณ วัดบ้านโนนหรือวัดทุ่ง โดยมีพระครูพินิจศีลคุณ (พระมหาอ่อน เจ้าคณะอำเภอเขื่องใน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาทราย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาจันทร์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2491 แรม 2 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ซึ่งเป็นการอุปสมบทเป็นครั้งที่ 3 ของท่าน
หลวงปู่ผาง ได้ปฏิบัติฝึกอบรมกรรมฐานอยู่ในสำนักท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พอสมควรแล้วก็ได้ออกธุดงค์ ปฏิบัติกรรมฐานไปวิเวกโดยลำพัง และได้เข้าอบรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านนามน จ.สกลนคร ได้พอสมควร ก็ท่องเที่ยววิเวกไปแต่ผู้เดียวในป่าเขา จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาหลายปี
ต่อมาในปี พ.ศ.2492 ได้มาพักจำพรรษาที่วัดป่าบัลลังก์ศิลาทิพย์ บ้านแทน ต.บ้านแท่น อ.ชนบท จ.ขอนแก่น จำพรรษาได้ 1 พรรษา พอออกพรรษาแล้วท่านจึงได้เดินธุดงค์ไปทางอำเภอมัญจาคีรี ชาวบ้านโสกใหญ่ บ้านดอนแก่นเฒ่า บ้านโสกน้ำขุ่น ได้พร้อมใจกันมานิมนต์หลวงปู่ ไปพักภาวนาที่เชิงเขาภูผาแดง อ.มัญจาคีรี ชาวบ้านเรียกสถานที่นั้นว่า “ดูน” เนื่องจากมีน้ำไหลออกมาจากภูเขาตลอดปี ชาวบ้านแถวนั้นถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีพระรูปใดเข้าไปอยู่ได้ และที่ตรงนี้เองที่ตรงกับที่ท่านเห็นในสมาธินิมิตทุกประการ ท่านจึงได้ชวนชาวบ้านสร้างเป็นวัด ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกว่า “วัดดูน” ตั้งแต่นั้นมา หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดอุดมคงคาคีรีเขต” แปลว่า วัดที่อุดมไปด้วยน้ำและมีภูเขาเป็นเขต ตั้งแต่พ.ศ.2493 ท่านจึงได้จำพรรษาอยู่ที่วัดดูนนี้เรื่อยมา และก็ได้เดินธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ ได้ผจญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้มาอย่างดี จึงกล่าวว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติและพระสุปฏิปันโนอย่างแท้จริงได้องค์หนึ่ง
ในปี พ.ศ.2505 หลวงปู่ได้สร้างวัดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ที่บ้านแจ้งทับม้า ต.นางาม อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่นตั้งอยู่ห่างจากวัดอุดมคงคาคีรีเขตไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 4 กิโลเมตร ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า “วัดป่าพัฒนาคีรี หรือวัดบ้านแจ้ง” มีเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่
พ.ศ. 2505 – 2507 ระยะทางที่สามแยกปากทาง จากถนนระหว่างอำเภอมัญจาคีรี – อำเภอแก้งคร้อ ไปวัดอุดมคงคาคีรีเขต ประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเล็ก ๆ แคบ ๆ คดเคี้ยว การคมนาคมไม่สะดวก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนลำบากมาก หลวงปู่จึงได้ประชุมชาวบ้านทุกหมู่บ้านที่ถนนผ่าน เพื่อช่วยพัฒนาตัดถนนใหม่ให้มีเส้นทางให้ได้มาตรฐาน ขนาดกว้างพอควร และที่ประชุมยอมรับมติที่หลวงปู่ปรารถนาและแนะนำ หลังจากมีมติทำถนนใหม่แล้ว ชาวบ้านทุกหมู่บ้านก็ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาจนกระทั่งแล้วเสร็จ โดยหลวงปู่ได้อยู่เป็นประธานตลอด โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐแต่ประการใด ปัจจุบันเป็นเส้นทางสำคัญของชาวบ้านในการคมนาคมเพื่อการเกษตรขนส่งและอื่น ๆ
ในปี พ.ศ. 2507 ทางวัดอุดมคงคาคีรีเขตได้รับความร่วมมือจาก กรป.กลาง กรุงเทพฯ และหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่จังหวัดอุดรธานี ได้นำหน่วยงานดังกล่าวพัฒนาเส้นทางไปวัดอุดมคงคาคีรีเขต เป็นถนนขนาดกว้างประมาณ 10 เมตร ยาว 12 กิโลเมตร ลงหินลูกรังตลอดเส้นทาง และต่อมา วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2523 หลวงปู่ได้มีหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณทำถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนลาดยาง ซึ่งทางราชการก็ได้อนุมัติ และก็ได้ทำเป็นถนนลาดยางในเวลาต่อมา ซึ่งก็ได้ใช้ประโยชนต่าง ๆ ดังเช่นที่ปรากฎในปัจจุบัน
พ.ศ. 2511 เมื่อท่านพระครูโอภาสสมณกิจ เจ้าคณะอำเภอชนบท จ.ขอนแก่น วัดป่าธรรมวิเวก ได้ก่อสร้างอุโบสถ ท่านพระครูฯและคณะสงฆ์ พร้อมด้วยทายกทายิกาชาวชนบท ได้กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ผางมาจำพรรษาที่วัดป่าธรรมวิเวกแห่งนี้ เพื่อเป็นประธานในการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งหลวงปู่ท่านก็ได้เมตตารับเป็นประธานด้วยดี และช่วยอุปถัมภ์มาตลอด เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้จัดสร้างเหรียญรุ่นแรกของท่าน เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างอุโบสถ กระทั่งอุโบสถวัดป่าธรรมวิเวกเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทุกประการ หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ออกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ และก็ได้สร้างสาธารณะสถานไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จึงเป็นที่รู้จักและเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่วไป
พ.ศ. 2523 หลวงปู่ผาง ได้เมตตารับเป็นประธานอำนวยการสร้าง “พระธาตุขามแก่น ศิโรดม” หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับพ่อค้า ประชาชน ภาคราชการ เอกชนทุกหมู่เหล่า เพื่อร่วมฉลองสองร้อยปีกรุงรัตนโกสินทร์ และในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2525 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เสด็จทำพิธีเปิดพระธาตุขามแก่น ศิโรดม ให้ประชาชนได้สักการะบูชา
ปัจจุบัน พระธาตุขามแก่น ศิโรดม ถือได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง ได้สร้างเสร็จทันเแลืมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2525 พอดี ทางจังหวัดได้กำหนดให้มีงานนมัสการพระธาตุขามแก่น ศิโรดม เป็นงานประจำปีของจังหวัด ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม ของทุกปี
ทอดผ้าป่าผ้าไหมสามัคคี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิายน พ.ศ.2524 หลวงปู่พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ทายก ทายิกา และคณะศิษยานุศิษย์ ได้พร้อมใจกันจัดผ่าป่าสามัคคดี “ผ้าไหมไตรจีวร” ไปทอดถวาย 3 วัดด้วยกันคือ
1. ทอดถวายสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ
2. ทอดถวายสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวธฺฒโน ป.ธ.9 วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเพทฯ ซึ่งต่อมาท่านได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
3. ทอดถวายพระพรหมมุนี (สนั่น จนฺทปชฺโชโต ป.ธ.9) วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพฯ ซึ่งต่อมาท่านได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระมหามุนีวงศ์
การไปทอดผ้าป่าสามัคคีของหลวงปู่ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ท่านปรารภจะทำมานานแล้ว ซึ่งเป็นการจัดผ้าป่าไปทอดถวายครั้งแรกในชีวิตของท่าน และก็ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน
ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 หลวงปู่ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา เนื่องจากพบว่าหลวงปู่เริ่มเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร
มรณภาพ
23 กุมภาพันธ์ 2525 หลวงปู่ได้มารับการรักษาที่โรงพยาบาลนี้ ด้วยอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากมีอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร และยังพบว่ามีอาการของกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้นด้วย
16 มีนาคม 2525 คณะศิษย์ได้นิมนต์กลับวัด หลังจากหลวงปู่กลับถึงวัดได้ไม่กี่วัน ก็มีอาการอาเจียน ฉันอาหารและน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย และแล้ว
ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2525 หลวงปู่ได้ละสังขารในตอนบ่ายนั้น เวลา 16.45 น. ด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ 80 ปี (34 พรรษา) นับเป็นการจากไปของพระ สุปฏิปันโน ผู้มีคุณธรรมอันเลิศรูปหนึ่ง ที่ไม่ปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ หรือติดในโลกธรรมแต่ประการใด ดังคำที่ท่านพูดไว้ว่า
"มีชื่อไม่อยากให้ปรากฎ มียศไม่อยากให้ลือชา มีวิชาไม่ให้เรียนยาก" แต่คุณธรรมและปฏิปทาของท่านยังเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมิรู้ลืม ท่านยังเป็นพระในดวงใจของคณะศิษยานุศิษย์ไม่เสื่อมคลาย ตราบนานเท่านาน จึงได้จัดพิธีพระราชทาน เพลิงศพไว้อาลัยแด่หลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2528 เวลา 16.00 น. คณะศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชนทั่วไปจากทั่วทุกสารทิศได้หลั่งไหลกันมาจากทุกภาคของประเทศไทย เพื่อร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ "หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต"
ประวัติสร้างเหรียญรุ่นแรก
ในปี 2512 คณะพันเอกเฉลิม-คุณสุทธิ ได้ขออนุญาตสร้างเหรียญรุ่นแรกขึ้นมาเพื่อนำไปสักการบูชาให้เป็นสิริมงคล ซึ่งในช่วงแรก ท่านยังไม่อนุญาตทันที โดยท่านเห็นว่าการปฏิบัติตามหลักธรรมะทางพระพุทธศาสนาต่างหาก จึงจะทำให้เกิดสิริมงคลแก่ตัวเองอย่างแท้จริง แต่คณะศิษย์ ได้ขออนุญาตด้วยเหตุผลนานาประการถึง 4 ครั้ง ท่านเห็นว่า ผู้ขออนุญาตเป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส และมีเจตนาอย่างแน่วแน่มั่นคง ประกอบกับวัตถุมงคลนี้สามารถใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่เป็นรูปธรรมได้ และเมื่อผู้ที่ได้รับวัตถุมงคลนี้ไปมีความเชื่อในวัตถุมงคลแล้ว จักสามารถสั่งสอนให้มุ่งมั่นและสนใจปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมได้ ท่านจึงอนุญาต
อีกทั้งคณะศิษย์ได้ยกเหตุผล อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของทหาร ตำรวจ อส. และ ตชด. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติให้มั่นคงและปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับในช่วงนั้น ท่านพระครูโอภาสสมณกิจ เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมวิเวก เจ้าคณะอำเภอชนบท (ธรรมยุต) ได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะยังขาดปัจจัยอยู่อีกมาก การสร้างเหรียญเพื่อให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้เช่าบูชาเพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนสร้างพระอุโบสถ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยทางวัดป่าธรรมวิเวกได้
หลวงปู่ท่านพิจารณาแล้ว เห็นว่าจักเป็นประโยชน์ จึงได้อนุญาตสร้างเหรียญท่านได้ โดยได้อนุญาตให้ถ่ายภาพท่านเพื่อดำเนินการสร้างเหรียญ ในปี พ.ศ. 2512
เมื่อท่านพันเอกเฉลิม ได้รับอนุญาตให้สร้างเหรียญท่านได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ปรึกษากับคุณสุทธิ ซึ่งเป็นคู่เขยกันว่า จะสร้างเหรียญรุ่นแรกของหลวงปู่จำนวนเท่าใด เมื่อปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว จึงมีมติว่า ทางโรงงานปั๊มเหรียญหลวงปู่ได้เท่าไรก็จะสร้างเท่านั้น คุณสุทธิจึงได้ไปว่าจ้างโรงงานชโลกุล แขวงราชบพิธ กรุงเทพฯ เป็นผู้ดำเนินการสร้างเมื่อต้นปี 2512 ในราคาเหรียญละหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ โดยคุณสุทธิ-นางสงบ นาคสมภพเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการสร้างเบื้องต้น 5,000 บาท พันเอกเฉลิม รวมกันเป็นเงินอีก 5,000 บาท รวมเป็นเงินทุนในการสร้างเหรียญท่านรุ่นแรก จำนวน 10,000 บาท เมื่อทุกคนตกลงกันว่า โรงงานจะปั๊มได้เท่าไร หากค่าใช้จ่ายน้อยกว่าหนึ่งหมื่น ส่วนที่เหลือจะนำถวายวัด หากมากกว่าหนึ่งหมื่นบาท จะร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น
เมื่อโรงงานได้รับงานแล้ว ก็ได้แกะบล็อกเหรียญ เป็นรูปหลวงปู่นั่งสมาธิ อยู่ด้านหน้าเหรียญ ส่วนด้านหลังเหรียญ เป็นตัวยันต์ข้างล่างและข้างบน ส่วนตรงกลางเป็นวันที่ เนื่องด้วยผู้จัดสร้างกำหนดจะแจกเหรียญ ในงานทอดกฐินวัดป่าธรรมวิเวก อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างอุโบสถ จึงลงวันตรงกับงานทอดกฐิน วัดป่าธรรมวิเวก คือ วันที่ 23 พ.ย. 2512
เหรียญรุ่นแรก บล็อกแรก คือเหรียญที่คนทั่วไปเรียกว่า "บล็อก คงเค" และ "บล็อก คงเคคอติ่ง" เพราะเมื่อปั๊มเหรียญมากๆ ตรงคอด้านซ้าย เกิดแตกเป็นเนื้อเกินขึ้น เป็นตำหนิและเหรียญจำนวนนี้มีน้อยมาก สำหรับการสร้างรุ่นแรกนี้ คุณสุทธิและคุณสงบ นาคสมภพได้สร้างเหรียญทองคำขึ้นด้วย เพื่อแจกคณะกรรมการจำนวน ๑๑ เหรียญเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันเหรียญทองคำนี้ แม้ต้องการแค่จะหาดูก็ยังยาก
จำนวนเหรียญรุ่นแรกที่สร้าง ไม่ได้กำหนดว่ามากเท่าใด ทราบจากท่านพระครูไพศาลปัญญาคุณ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ร่วมปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่รูปหนึ่งได้กล่าวว่า
"เหรียญรุ่นแรก บล็อกแรก ไม่มีใครได้นับจำนวนไว้ว่ามีเท่าไร และเท่าที่ทราบ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นั้น วันก่อนเข้าพรรษา เห็นรถทหารวิ่งเข้ามาในวัด พร้อมด้วยลังกระดาษหลายลัง แต่ละลังจะหนักมาก ทหารได้ช่วยกันยกมาเก็บไว้ในศาลาวัดบ้านแจ้งทับม้า (วัดป่าพัฒนาคีรี) ซึ่งทราบต่อมาว่าเป็นเหรียญของหลวงปู่ผาง ทหารได้นำมาถวายหลวงปู่ (ซึ่งในปีนั้นท่านได้อธิษฐานจำพรรษาที่วัดนั้น) เพื่อแผ่เมตตาจิตอธิษฐานตลอดพรรษา ปี ๒๕๑๒ เท่าที่ดูน่าจะมีประมาณ ๑๐,๐๐๐ เหรียญ"
เรื่องเล่าระหว่างธุดงค์
1. เสือเฝ้าดูหลวงปู่ผาง
คราวหนึ่งหลวงปู่ได้พักปักกลดอยู่ที่ป่าซึ่งเป็นดงเสือโคร่งลายพาดกลอน ในคืนนั้นหลังจากที่ท่านได้สวดมนต์แล้ว ก็ออกไปนั่งสมาธิภาวนาธรรมให้แก่สัตว์โลก ในขณะนั้นมีเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวหนึ่ง ยืนมองดูท่านอยู่ แต่ก็มิได้แสดงอาการดุร้ายแต่อย่างใด ครั้นพอหลวงปู่ออกจากภาวนาก็มาเดินจงกรม ท่านเดินไป เดินมา อยู่อย่างนั้น เสือตัวนั้นเกิดความสงสัย จึงค่อยๆ คืบคลานเข้าไปดูใกล้ๆ ข้างๆ ทางที่หลวงปู่เดินจงกรม มันหมอบดูเฉย หลวงปู่ก็มองเห็นมันอยู่ แต่ท่านมิได้สนใจแต่อย่างใด สายตาของท่านทอดต่ำ ไม่มองดูอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เดินจงกรมอย่างเดียว
เสือโคร่งตัวนั้นมองดูหลวงปู่ด้วยความสนใจเป็นเวลานาน ด้วยความเมตตาของหลวงปู่ที่เห็นว่ามันมาดูด้วยลักษะเฝ้าท่านเช่นนี้ จึงพูดขึ้นพอได้ยินไปถึงเสือโคร่งว่า “เจ้าเสือโคร่งเอ๋ย เวลานี้เป็นเวลาค่ำคืนแล้วนะ และเป็นเวลาที่เจ้าต้องไปหาอาหารกินเยี่ยงสัตว์อื่น จะมานอนมองอยู่อย่างนี้ไม่หิวหรือ...ถ้าหิวก็ไปหากินเสียเถิด เราก็จะเดินจงกรมปฏิบัติธรรมของเราเยี่ยงนี้ ไม่หนีไปไหน”
เหมือนปาฏิหาริย์ พอท่านพูดจบคำลงเสือโคร่งตัวนั้นเข้าใจในคำพูดของท่านกระโดดหายไป เสียง...โฮก...โครมคราม คล้ายดังกับดีใจที่ได้รับอนุญาตจากหลวงปู่
เรื่องจริงที่นำมาเล่านี้เป็นตำนานของวัดดูน ที่หากท่านได้มีโอกาสไปกราบย้อนรอยตำนาน จะเห็นบรรดารูปปั้นของสัตว์ในตำนาน ของพระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาและเปี่ยมด้วยเมตตาปาฏิหาริย์ หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต แห่งเทือกเขาภูผาแดง อยู่ตามพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ภายในพื้นที่ ๔๘๐ ไร่ของวัดดูน
2. ผจญฝูงควาย
วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินธุดงค์ผ่านดงแม่เผด ตำบลนาขาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนจะถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งตอนบ่ายๆ มีควายฝูงใหญ่ประมาณสี่สิบกว่าตัว กำลังเล่นปลัก นอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่ในโคลนตมกลางทุ่ง มันเป็นควายของชาวบ้าน เมื่อหมดฤดูทำนา เขาก็ปล่อยมันเข้าป่าเข้าดงไปหากินเอง สมัยก่อนไม่ได้เลี้ยงวัวเลี้ยงควายลำบากเหมือนสมัยนี้ ปล่อยไว้ตามป่าอย่างนั้นแหละ เพราะไม่มีขโมย โจร เหมือนทุกวันนี้ พอถึงหน้าฤดูทำนา เจ้าของก็ไปไล่ต้อนกลับเอามาทำนา ลากแอกลากไถใส่คราด สาเหตุที่มันชอบเล่นปลักเล่นโคลน ก็เพื่อป้องกันตัวเองจากทาก เห็บ เหา ยุง ริ้น เหลือบ ที่ชอบมากัดกินเลือดมันนั่นเอง เพราะในดงในป่า มีสัตว์ที่เกาะกินเลือดวัวควาย หรือสัตว์อื่นชุกชุม โดยเฉพาะเหลือบนี่ ตัวมันคล้ายๆ แมลงวันป่า เกาะปุ๊บดูดเลือดปั๊บ โดนเกาะดูดเลือดแต่ละตัวนี่ต้องสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว เจ็บมากเลย
ตัวทากนี่ก็อันตราย ลักษณะมันเหมือนปลิงเข็ม เล็กเท่าก้านไม้ขีด หรือใหญ่กว่านิดหน่อย เวลามันกัดเรา ทั้งๆ ที่เราก็ระวังอย่างดีแล้ว ยังไม่รู้ว่ามันมาเกาะดูดเลือดเรากินตั้งแต่เมื่อไร มันชอบไต่เข้าไปกัดตามร่มผ้า ถ้าโดนกัดต้องรู้วิธีเอาออก ถ้าดึงมันออก เลือดเราจะไหลไม่หยุด อันนี้ให้ระวัง ต้องรู้วิธีแก้ คืออย่าเพิ่งดึงมันออก เอายาฉุนชุบน้ำนิดหนึ่ง แล้วบีบใส่ตัวมันให้โดนตรงที่มันกัด เมื่อมันเหม็นกลิ่นยาฉุนก็จะหลุดออกไปเอง อันนี้ไม่เป็นไร รู้สึกคันนิดๆ เลือดก็หยุดไหล
เห็บนี่ก็เหมือนกัน นักเดินป่าทั้งหลายต่างรู้กิตติศัพท์ของมันดี อันตรายพอๆ กัน ผู้ที่โดนกัดต้องรู้วิธีเอาออก อย่าเพิ่งดึงออกทันที ถ้าลงว่ามันได้ฝังเขี้ยวดูดกินเลือดเราแล้ว ถ้าไม่อิ่มจนท้องป่องแล้วเป็นไม่หลุด ถูกดึงออกก็ออกแต่ตัว ส่วนเขี้ยวของมันยังฝังตัวเราอยู่ ผู้ที่แพ้พิษของมันจะออกตุ่มเปื่อย ลามไปเรื่อยๆ รักษาไม่หายง่ายๆ หรือถึงกับเป็นไข้ นี่เคยเห็นมาแล้ว ต้องเอายาหม่องนี่แหละ ทาตรงที่มันกัดแล้วมันจะหลุดออกเอง
ท่านกำลังเดินลัดเลาะไปตามคันนา ห่างจากฝูงควายประมาณ ๓๐ เมตร ทันใดท่านก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อมองเห็นควายฝูงนั้นแสดงอาการฟืดฟาดๆ ขู่พระอาคันตุกะผู้มาเยือน พร้อมกันลุกพรวดพราด ท่าทางไม่ประสงค์ดี สายตาของมันจ้องมองมายังท่าน แสดงอาการราวกับว่าเป็นศัตรูกันมานาน พร้อมกับวิ่งตะบึงตะบันเข้ามาหา เจอดีเข้าให้แล้วไหมล่ะ เราจะทำยังไงดี เอาล่ะ ตายเป็นตาย หนีไม่พ้นแล้วจะทำยังไง
เราพึ่งใครไม่ได้แล้ว มีแต่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์เท่านั้นแหละ เสี้ยววินาทีก่อนฝูงควายจะมาถึงตัวนั้น เมื่อตั้งสติได้ จึงกำหนดแผ่เมตตาจิตอย่างไม่มีประมาณ เจาะจงพุ่งเป้าไปที่ควายฝูงนั้นทันที อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอยู่เป็นสุขๆ ทุกเมื่อเถิด อัศจรรย์ใจนัก โอ คุณพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ ควายทั้งฝูงหยุดชะงักทันที กิริยาอาการที่เป็นศัตรู หรือดุร้ายก่อนหน้านี้ กลับกลายท่าทางเป็นมิตร เหมือนกับว่าท่านเป็นเจ้าของมัน ทำท่าสะบัดหูสะบัดหางเหมือนรู้จักกัน และได้เดินนำหน้าหลวงปู่เข้าสู่หมู่บ้าน ท่านก็เดินตามหลังพวกมันไป
เมื่อท่านเดินเข้าไปถึงในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างอัศจรรย์ใจมาก และได้เล่าให้ท่านฟังจึงได้รู้ว่า ควายฝูงนี้ดุร้ายมาก เคยไล่ขวิดไล่ชนพระเณรมรณภาพมาแล้วหลายรูป แม้ท่านเดินทางผ่านเลยไปสู่หมู่บ้านข้างหน้า ควายฝูงนี้มันก็ยังเดินนำไปส่งถึงหมู่บ้านนั้นอีก มันก็น่าแปลกอยู่
และก็มีอยู่ครั้งหนึ่งอีกเหมือนกัน แต่ครั้งนี้ท่านเที่ยวธุดงค์อยู่อุบลฯ ไปด้วยกันกับพระอีกสองรูป ไปถึงกลางทุ่ง ไปเจอเอาวัวฝูงใหญ่ พอมันเห็นผ้าเหลืองๆ เท่านั้นแหละ ได้เรื่องเลย วิ่งไล่ขวิดพระที่ไปด้วยผ้าเหลืองปลิวว่อน บาตรกระเด็นไปคนละทิศละทาง สัญชาตญาณความกลัวตาย ก็ย่อมวิ่งเอาตัวรอดไว้ก่อนเป็นธรรมดา เห็นต้นไม้ปั๊บไม่รู้ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ตั้งแต่เมื่อไร แต่หลวงปู่เองกลับยืนนิ่งแผ่เมตตาให้พวกมัน จึงไม่เป็นอะไรเลย
ธรรมดาว่าวัวหรือควาย มักจะไม่ค่อยถูกกันกับพระหรือสีผ้าเหลืองเท่าไรนัก ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แม้ในครั้งพุทธกาลก็เคยมี อย่างเช่น พระพาหิยทารุจีริยเถระเป็นต้น ถูกวัวแม่ลูกอ่อนขวิดเอาจนถึงมรณภาพ ขณะที่ท่านกำลังแสวงหาเศษผ้าตามกองขยะ เพื่อเอามาทำเป็นสบงจีวรนุ่งห่ม ในประวัติพระเถระเล่าว่า วัวตัวนี้เคยเป็นคู่เวรคู่กรรม เข่นฆ่ากันมาแต่ชาติปางก่อน หลายภพหลายชาติ
คงเป็นเพราะว่า หลวงปู่ไม่เคยมีเวรมีกรรมกับพวกมันกระมัง จึงทำให้มันละพยศ จากร้ายกลายมาเป็นดีด้วย อีกอย่างหนึ่งพลังจิตที่ประกอบด้วยเมตตาหาประมาณมิได้
3. ผจญช้างพลายตกมัน
ครั้งหนึ่งขณะที่หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต พักธุดงค์เจริญบำเพ็ญภาวนาอยู่กลางป่า และที่ท่านพักปักกลดอยู่นั้นเป็นดงช้างพลาย
บังเอิญช้างพลายหัวหน้าฝูงเกิดตกมัน พอเห็นหลวงปู่กำลังยืนทอดกริยาสงบอยู่เช่นนั้น ช้างตกมันตัวนั้นซึ่งมีความดุร้ายมาก ก็วิ่งรี่ตรงเข้ามาจะทำร้ายท่าน
แต่แทนที่หลวงปู่จะหลบหลีกกำบังท่านกลับยืนเฉยนิ่งอยู่กับที่ แผ่เมตตาจิตอันเยือกเย็นให้กับช้างพลายตกมันตัวนั้น
เมื่อช้างตัวนั้นวิ่งมาถึงก็หยุดพรืด คล้ายขาทั้ง ๔ ข้างถูกยึดตรึงเอาไว้ยืนเฉย
หูของมันกระพือไปมา แววตาเล็กๆ ยังกับปลาดุกนั้นส่ออาการดุร้าย หูสองข้างกระพือพัดไปมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
หลวงปู่ แผ่เมตตาให้มัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันไมตรี
"พี่ช้างเอ๋ย เราและพี่ช้างเคยโกรธกันมาแต่ปางไหนกัน พี่ช้างจึงรีบเร่งจะมาเอาชีวิตเรา ถ้าแม้นว่าเราเคยทำบาปทำกรรมต่อกันมากับท่าน ก็เอาเถิด เรายินดีรับใช้เวรกรรม แต่ถ้าพี่ช้างกับเราไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันมาก่อนแล้ว จะเอาอารมณ์ขุ่นมัวขณะตกมันมาคิดฆ่าแกงเราซึ่งเป็นพระและสละแล้วซึ่งกิเลส ตัณหา อุปาทาน ทั้งหลาย เพื่อหาทางวิมุตติ หลุดพ้น มันเป็นบาปกรรมแก่พี่ช้างนะ
ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเราตายไปด้วยงวง ด้วยเท้า ของท่าน ก็ขอขอบใจที่สงเคราะห์ เราจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป"
หลวงปู่พูดเสร็จก็หักเอากิ่งไม้เล็กๆ ที่อยู่ใกล้มือ เคาะหัวมันเบาๆ ๒-๓ ครั้ง แล้วยืนเฉยๆ
ฝ่ายช้างพลายตกมันได้สติก็นึกอายตัวเองที่ปล่อยอารมณ์หงุดหงิดขณะตกมันนั้น มาระบายอารมณ์กับพระผู้มีศีล มีธรรม มันไม่ยอมลงนรกเพราะทำร้ายพระผู้สละแล้วซึ่งกิเลสและมีกระแสเมตตาที่เปี่ยมล้น และด้วยกระแสเมตตาที่หลวงปู่ได้แผ่เมตตาให้ช้างพลายเชือกนั้นทำให้ฝูงช้างป่ายังวนเวียนอยู่ในป่าใกล้ๆ กับบริเวณที่หลวงปู่ปักกลดด้วยอาการสงบ
และเป็นที่น่าแปลกใจแก่ชาวบ้านที่ขึ้นไปหาของป่าว่าข้างๆ กลดพระธุดงค์มีรอยเท้าช้างและรอยเหมือนช้างหมอบอยู่ข้างกลดหลวงปู่จำนวนมาก
และเพื่อเป็นพุทธานุสติแก่อนุชนคนรุ่นหลังลูกศิษย์ลูกหาผู้ศรัทธาได้นำรูปปั้นช้างพลายในตำนานหลวงปู่มาไว้ที่หน้าประตูทางเข้าวัดดูน และใต้หอระฆังภายในพระเจดีย์ชัยมงคลตราบเท่าทุกวันนี้
4. หลวงปู่ถูกยิง
หลวงปู่ผางเคยถูกยิงขณะปักกลดภาวนาที่ป่าช้าแห่งหนึ่ง ผู้ยิงเป็นนายพรานที่นึกว่ากลดเป็นตัวสัตว์เพราะมืดมาก เมื่อเห็นกลดตะคุ่มๆ ในพุ่มไม้ก็ยกปืนยาวขึ้นประทับแล้วยิงทันที
"แชะ...แชะ...แชะ"
ปรากฏว่ายิงอย่างไรๆ ก็ไม่ออก ผู้ยิงได้เหนี่ยวไกยิงถึง 4 ครั้ง เขาจึงแปลกใจมากค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็ตกใจแทบสลบ เพราะภาพที่เห็นคือกลดพระธุดงค์ซึ่งเอามุ้งกลดลงหมด แต่นายพรานก็ไม่แน่ใจว่าในกลดจะมีพระอยู่หรือไม่ หลวงปู่ซึ่งภาวนาสังเกตอยู่แล้วก็เลิกมุ้งโผล่ศีรษะออกมาดู....
แล้วร้องถามว่า
"หัวอีหยัง...นั่น"
พรานกรรมหนักรีบตอบทันทีว่า "หัวคนครับ"
"คนอีหยังจั่งบ่มีตา"
นายพรานจึงรีบกราบขอขมาเป็นการใหญ่ที่ไปล่วงเกินท่านเข้า
จากนั้นก็ลุกหนีหายเข้าป่าไป....
นั้น คือ เรื่องราวของพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต ที่พระเก่าสยาม สามารถเก็บรวบรวมได้ในขณะนี้ ซึ่งหากมีอะไรเพิ่มเติม จะนำมาอัพเดทเก็บไว้ให้ศึกษาในคราวต่อไป
